เอกชนไม่กังวล ไทยเลื่อนเจรจาภาษีสหรัฐฯ ทำให้ได้เตรียมข้อมูลเพิ่มขึ้น
เอกชน ไม่กังวล ! ไทย เลื่อนเจรจาภาษี สหรัฐฯ ชี้ ! ช่วยทำให้ไทยได้เตรียมข้อมูลเจรจาเพิ่มขึ้น ส่วนกระแส ปรับ ครม. อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเล็กน้อย
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ไทยต้องเลื่อนการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ จากเดิมเป็นวันที่ 23 เมษายนนี้ออกไปก่อนและยังไม่มีความชัดเจนในการกำหนดวันนัดเจรจาครั้งใหม่ โดยในส่วนของภาคเอกชนมีความกังวลมากน้อยแค่ไหนนั้น มองว่า การที่ไทยได้รับการเลื่อนวันนัดเจรจากับสหรัฐ หากมองอีกมุมหนึ่งในแง่บวก ก็สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอาจไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญของสหรัฐก็ได้
เพราะกรณีหากไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้รับการเจรจากับสหรัฐ ก็แสดงว่า อาจเป็นปัญหาใหญ่ของสหรัฐที่ต้องเร่งเจรจา ที่สำคัญการเลื่อนวันนัดเจรจา ก็จะทำให้ไทยมีเวลาและมีโอกาสในการเตรียมตัว เพื่อเตรียมข้อมูลไปเจรจาเพิ่มเติมมากขึ้น เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่สำคัญที่ควรนำไปเจรจา เช่น นวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งไทยอาจหยิบยกเรื่องนี้ไปพูดคุยเพิ่มเติมได้
ถ้าเรามองในมุมแง่บวก อาจจะเป็นว่า ถ้าเลื่อนเจรจา เราไม่ใช่ปัญหาหลัก ไม่ใช่ปัญหาสำคัญของสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า เราก็ยังมีเวลา มีโอกาสได้เตรียมการ ยังมีอีกหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ Innovation เรื่องนวัตกรรม ที่สหรัฐ มี supply (ความต้องการขาย) ส่วนประเทศไทยมี Demand (ความต้องการซื้อ) เราอาจจะหยิบเรื่องนี้ ยกเรื่องนี้ไปคุย ไปเจรจาเพิ่มเติม ซึ่งผมว่า ก็ทำให้ประเทศไทยเราได้มีโอกาสเตรียมการได้มากขึ้น ก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้
นอกจากนี้ สำหรับกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม. ) ภาคเอกชนมีความกังวลหรือไม่ หากมีการปรับจริง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจรจาภาษีกับสหรัฐ นายอภิชิต ระบุว่า เรื่องการเมือง กับภาคราชการที่จะเข้าไปเจรจากับสหรัฐอยู่แล้ว แยกส่วนกัน แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องการเมืองอาจส่งผลกระทบบ้าง เพราะหลายประเทศก็มีความกังวลเรื่องการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ
ส่วนกรณีหากมีการเปลี่ยนผู้นำทีมในการไปเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐ ภาคเอกชน ยังไม่ได้มองถึงขนาดนั้น เพราะเท่าที่ดูขณะนี้ ทีมเจรจานำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เชื่อว่า เป็นทีมที่มีความเข้มแข็ง และมีความพยายามที่จะไปเจรจากับสหรัฐ
แผ่นดินไหว - สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษี เหล็กอะลูมิเนียม ฉุด ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ มี.ค. ลดลง อยู่ที่ระดับ 91.8 หวังรัฐเร่งเยียวยา-จัดทำแผนรับมือ
นอกจากนี้ นายอภิชิต ยังเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 91.8 ปรับตัวลดลง จาก 93.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) กระทบต่อความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม ในอัตรา 25% เริ่ม 12 มีนาคมที่ผ่านมา อาจส่งผลให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักชะลอตัวลง
โดยในปี 2567 ไทยมีการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียม คิดเป็น 18.16% และ 13.29% ของการส่งออกทั้งหมด ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากนักท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดหลักที่ลดลงโดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวจีน (-44.92% YoY) และมาเลเซีย (-16.57% YoY) ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และการเข้าสู่ช่วงถือศีลอด ด้านยอดส่งออกรถยนต์ลดลง จากการชะลอคำสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าเพื่อรอความชัดเจนในนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายน 2568 โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ยอดการส่งออกลดลง 8.34% (YoY) กระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ รวมไปถึงกำลังซื้อในภูมิภาคยังคงเปราะบาง จากแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงโดยเฉพาะข้าว อ้อยและมันสำปะหลังส่งผลต่อการใช้จ่ายในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม ยังคงมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาทิ การผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) ส่งผลดีต่อคลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง ทางคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระค่าพลังงานลง 50 สตางค์/ลิตร ในกลุ่มน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยมีการปรับลดราคาในสองช่วง ได้แก่ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 4 เมษายน 2568 และการจัดงานมอเตอร์โชว์ (26 มีนาคม - 6 เมษายน 2568) ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศได้
จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,357 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนมีนาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจในประเทศ 57.3% เศรษฐกิจโลก 53.4% และสถานการณ์การเมืองในประเทศ 43.6% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ ราคาน้ำมัน 31.9% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 30.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 18.3%
คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน
ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 95.7 ลดลงจาก 97.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เนื่องจากผู้ประกอบยังคงห่วงกังวลในเรื่อง มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ของสหรัฐฯ เริ่มวันที่ 2 เมษายน 2568 กระทบอุตสาหกรรมการส่งออกยานยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ของไทย อีกทั้ง มาตรการตอบโต้ทางภาษี (Reciprocal Tariff) กับทุกประเทศที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 2 เมษายน 2568 ที่กระทบภาคการส่งออกของไทย
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะมาจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และมีส่วนช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ (เริ่มรับคำขอตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ มาตรการเที่ยวคนละครึ่งและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาทเฟส 3 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคและการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
1. เสนอให้ภาครัฐบูรณาการความร่วมมือในการจัดทำแผนรับมือเหตุแผ่นดินไหวและมีระบบการตรวจสอบความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
2. เสนอให้ภาครัฐเร่งเปิดตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพรองรับสินค้าไทยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามการค้าเช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา เป็นต้น รวมทั้งเร่งเจราจาความร่วมมือ FTA Thai-EU เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออก
3. เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมในประเทศไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve และ New S-Curve) เช่น มาตรการทางภาษี เงินอุดหนุนในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ การ Upskill และ Reskill แรงงาน รวมทั้งการปรับลดค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB